อีกไม่นาน

 

 

ความบังเอิญทำให้ฉันมีโอกาสได้พบเจอกับใครหลายคนในชีวิตโดยไม่ได้คาดหวัง
ในบ่ายชองวันที่ฝนตกติดต่อกันราว 2 ชั่วโมงเศษ
ฉันติดอยู่ในตึกใหญ่กลางเมืองหลวงที่มีคนบอกว่าเป็นเมืองเทวดา
ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดและเสียงหัวเราะที่บอกได้ถึงความมีอารมณ์ขัน
กับรอยสักที่ข้อเท้าสองข้างทำให้ฉันสะดุดจนนึกสงสัย
แล้วก็มีเสียงผู้ชายอีกคนตะโกนเรียกชื่อ เหมือนตอบคำถามของฉันถึงที่มาของคนคนนี้ได้อย่างทันที
เราไม่ได้เจอกันนาน บทสนทนาเริ่มขึ้นในร้านกาแฟชั้นล่างของตึก

 

 

รอยสักที่เพิ่มมากขึ้นบนแขนสองข้างทำให้ฉันมั่นใจว่า
คนคนนี้ผ่านและเจอะเจออะไรมามากกว่าในวันก่อน
แต่กลายเป็นฉันที่ดูจะเปลี่ยนแปลงไปมากกว่า
เขาบอกว่ายังจำภาพได้ว่าฉันยังเป็นเหมือนเด็กผู้หญิงผมสั้นในวันก่อน
แต่มาเจอวันนี้ ผมฉันยาวถึงสะโพก พร้อมกับย้อนคำถามใส่ฉันว่า
” แล้วไหนบอกว่าจะไม่เรียนศิลปะ เห็นทีแรกก็เดาได้เลย “
ได้ยินข่าวคราวมาบ้างว่า พี่คนนี้เดินทางไปมาระหว่างบ้านที่ต่างจังหวัดกับกรุงเทพ
แต่ก็ไม่ได้นึกเอะใจอะไรให้ไถ่ถามถึงทุกข์สุขเป็นการส่วนตัว
เพราะบางสิ่งบางอย่างแสดงให้เห็นชัดเจนอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก
อาจเป็นเพราะเราไว้ใจสื่อหรือสิ่งเหล่านั้นมากเกินกว่าจะล่วงล้ำ

 

กับการงานที่ทำอยู่ ก็ดูจะมีความสุขดี เขากลายเป็นพี่ที่น้องๆชอบที่จะอยู่ใกล้และสัมพันธ​์ด้วย
นึกทบทวนดูแล้ว คนคนนี้รับรู้ถึงวิวัฒนาการในชีวิตของฉันมากไม่น้อยไปกว่าใคร
ส่วนฉันเองแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย เราไม่เคยนั่งจิบเบียร์ กินอาหารเย็นหรือนัดคุยกัน
เหมือนกับใครคนอื่นที่ฉันเคยทำในโอกาสที่นานๆจะเจอกันที
กับคนบางคน ไม่ได้มีความผูกพันที่แนบแน่นชนิดที่หาเรื่องเจอหน้ากันบ่อยๆ
แต่กลับไม่เคยเลือนหายจากความทรงจำ

 

ด้วยความที่เป็นพี่ชายนอกสายเลือดคนแรกๆ (ในสายเลือดเดียวกันก็ไม่มี เป็นลูกสาวคนเดียวที่รู้ตัวดีว่าโตเกินวัย)
ที่ฉันรู้จักและห่างหายการติดต่อจากกันไปเกือบ 5 ปี คนคนนี้เคยตอบคำถามฉันว่า
” วาดรูปเป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ เป็นการระบายความเหงาใส่ความเงียบ “
มาวันนี้ฉันต้องย้อนคำถามในวันนั้นเข้าหาตัวเอง

 

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ กาแฟหมดแก้วไปนานแล้ว
ฝนเม็ดใหญ่ถูกลดทอนให้เหลือเพียงแค่ละอองเบาบาง
เหมือนเป็นสัญญาณบอกถึงเวลาที่เราต้องแยกย้าย
ศิลปะทำให้เรารู้จักกันในวันนั้น และทำให้เราได้พบกันอีกในวันนี้
รอยยิ้มและดวงตา บอกฉันเป็นคำพูดว่า แล้วเจอกันอีกในบางเวลาที่ไม่ต้องหวังพึ่งความบังเอิญ
เขาเดินหันหลังจากไปในชั้นสอง ส่วนฉันเดินทางขึ้นชั้นสี่
เป้าหมายอยู่ที่งานเสวนาหนังสือ กัญชาปกรนัม.

 

 

หนังสือเล่มนี้น่าสนใจ ฉันเป็นนักเรียนศิลปะที่ไม่เคยเสพกัญชา
หากมันทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ดังว่า ใยเล่าบุคคลรอบตัวฉันถึงไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์
ที่นี่ฉันพบเจอแต่คนพาลผู้หลงติดอยู่กับมันจนชีวิตไม่เดินต่อ

 

อนิจจา มนุษย์นี้ช่างน่าเวทนา.

 

we read each other.

ฉันเชื่อเสมอว่าเราทุกคนต่างเป็นหนังสือคนละเล่มที่แตกต่างกันโดยรายละเอียด
เมื่อเราพบกัน มันก็เหมือนว่าเรากำลังเปิดหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นอ่าน

I trust that we’re an unique book, difference in details.
When we met, it’s like we’re reading. 

โดยความจริงแล้วก็เป็นเรื่องปกติของเราทุกคนที่จะรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบหนังสือเล่มไหน
ฉันเข้าใจเอาเองว่าไม่มีใครชอบหรือสามารถอ่านหนังสือได้จบทุกเล่ม
จะต้องมีหนังสือเล่มที่เราเปิดอ่านไปไม่กี่หน้าก็ปิดมันลงและไม่เปิดมันขึ้นมาอีก
ลึกๆ แล้วต่อให้เป็นถึงนักอ่านชั้นครูฉันก็มั่นใจได้ว่าเขาจะต้องเคยปฏิเสธหนังสืออยู่บ้าง

In fact we can feel like or dislike to any book, it’s normal.
‘Cause no one can read and like every books,
I trust that myself even he’s a superb.  

เทียบกับเล่มที่เราชอบ ต่อให้เปิดอ่านซ้ำเดิมอีกกี่รอบก็ไม่มีวันเบื่อ
ประโยคสำคัญที่เราอาจขีดเน้นมันไว้จนโดดเด่นแม้จะเปิดเพียงผ่าน
ก็ทำให้เราจำได้ขึ้นใจว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นอย่างไร

หนังสือที่ไม่เคยเปิดอ่าน มีไว้ให้มันโชว์สันปกอยู่บนชั้น เพื่อบอกขอบเขตของตัวเอง
อาจะมีไว้เพื่อเหตุผลบางประการ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เราจะรู้ได้ในสักวัน

คุณค่าที่เราให้กับหนังสือแต่ละเล่ม ก็เหมือนกับที่เราวางตัวกับคนรอบข้าง
รักใคร่ก็ดูแลกันไป ปกขาดก็ซ่อมแซม เย็บเล่มให้ใหม่
เบื่อซ้ำซากก็สลัดทิ้งขว้าง ขายต่อไปเป็นหนังสือมือสองสามสี่
ใจกว้างก็ไม่ใฝ่ครอบครอง ส่งต่อหนังสือดีไปยังมือต่อๆไป
มีเรื่องของอำนาจที่อยู่บนที่สูง ก้อนกระดาษกลับกลายเป็นหนังสือต้องห้ามสำหรับคนข้างล่าง
โลกที่เราอยู่เป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ที่เราไม่อาจจะอ่านหนังสือได้ครบ
แต่ฉันเชื่อว่า เราทุกคนคู่ควรกับการอ่านหนังสือทุกๆเล่ม เท่าเทียมกัน
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างมั่นใจในความคิดของตัวเอง
เพราะสัญลักษณ์ที่ใช้ในการแทนค่าคนหนึ่งคนของฉันนั้นเป็นเพีงแค่หนังสือ

Book is the symbolic that remind me of being human.

20 years ago

ฉันพบใครหลายคนในชีวิตเพราะหนังสือ           
ตัวอักษรเป็นแสนเป็นล้าน ถักทอเป็นเส้นทางเพื่อให้เราเดินมาบรรจบ
และเดินต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด            

In my life, I met many people because of books.
A million alphabets make the way we met.
And walk on the endless road. 

 

null

โลกใบนี้ของฉันเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย จุดเริ่มต้นของหลายสิ่งหลายอย่าง
บ้างก็น่าขันและน่าชื่นชม เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันพบตัวเองยืนก้มหน้าอยู่อย่างเวทนา
ฉันโตมาพร้อมกับสิ่งยั่วยุทางอารมณ์ที่อาจบั่นทอนความรู้สึกทางใจได้ทุกเมื่อ
นับจากนี้ต่อไปในอนาคตที่ไม่มีรูปร่างแน่นอน ตัวฉันเองยังจะต้องพบเจอสิ่งอื่นอีกมาก

ตอนนี้มันคือการเริ่มนับใหม่  ฉันแค่หลุดพ้นจากความเยาว์วัยที่ผู้ใหญ่ว่าไร้เดียงสา
เพื่อก้าวข้ามไปยังจุดที่จะได้ใช้สิทธิที่ตนพึงมี ไม่ว่าสิทธิ์นั้นจะถูกจำกัดหรือไม่ก็ตาม

สิ่งเล็กๆที่อยู่ระหว่างทาง ซึ่งฉันได้เดินผ่านมา
ทั้งหมดเป็นจุดเริ่มต้นของวันนี้และวันต่อๆ ไป.

The little things on the way I passed.
Those are the beginning of today and tomorrow.