a little journey a day

อาจเพราะเป็นคนที่ชอบมีโลกของตัวเอง ทำให้กล้าที่ทำอะไรหลายอย่าง

เพราะคำนึงถึงแต่การตัดสินใจที่เราได้สร้างเอาไว้
เป็นเหตุผลที่ชอบไปไหนมาไหนคนเดียว ถ้าตัดสินใจว่าจะไปก็ไปเลย
จะไม่พยายามดันทุกรังลากใครไปด้วย ไม่อยากมีเงื่อนที่มัดเอาไว้แล้วคลายไม่ออก

เข้าใจดีว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ต้องรู้สึกรู้สากับคนอื่นบ้างพอประมาณ
แต่ถึงเวลาที่เลือกได้ก็ขออยู่แบบสงบ ชีวิตตอนนี้เสียงดังมากขึ้นทุกวัน
การเดินทางทำให้พบเจอกับสิ่งใหม่เสมอ
ไม่ว่าจะไปไกลแค่ไหน ฉันก็พร้อมที่จะเผชิญ

นิสัยที่ชอบเดินมากกว่านั่งรถ เมื่อทำบ่อยๆเข้า
ก็ทำให้สามารถเดินไปได้หลายกิโลโดยที่ไม่รู้สึกเมื่อย คิดเอาว่าเหนื่อยก็พัก

วันนั้นวันพฤ แดดบ่ายบ่ายกำลังร่าเริง
ฉันออกเดินจากชายหาดท้ายบังกะโลของญาติ เลียบไปทางขวามือ
ข้างหลังเป็นพระอาทิตย์ดวงโตที่คล้อยต่ำลงมาครึ่งนึงจากตอนเที่ยง
หลายปีที่ฉันหายไป มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมาใหม่เช่นกัน
อาจไม่ใช่คนคุ้นหน้าคุ้นตาของที่นี่อีกแล้ว แต่คุ้นเคยแค่บางที่ก็คงพอ
ที่ที่มีความเจริญมากเท่าไหร่ ความเสื่อมโทรมก็มีมากน้อยเท่าๆกัน
ฉันยอมรับมัน

บนเนินทรายฉันมองเห็นบังกะโลร้างประมาณสิบหลัง ซ่อนตัวอยู่ในดงพร้าว
จากความทรุดโทรมที่สัมผัสได้ ไม่อาจะเป็นเพียงแค่พายุที่ซัดเข้าใส่
แต่เป็นความพยายามของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่พยายามพังมันลง
มนุษย์ขึ้นชื่อทั้งการสร้างและทำลายเสมอ
ฉันเข้าใจดี 

ใต้ต้นมะม่วงหิมพานต์ ฉันนั่งลงบนทรายผืนเดียวกับบังกะโลร้างข้างหลัง
ห่างออกไปในทะเลสัก 20 เมตร ฉันมองเห็นใครสักคนกำลังดำผุดดำว่ายอยู่บนน้ำสีคราม
เสียงลมกับคลื่นดังชัดเจน จนทำให้เข้าใจว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงบอกกับฉันว่า
แค่ได้ยินเสียงของมันก็มีความสุขแล้ว
และฉันรู้สึกได้. 

ฟุตเทจที่ฉันกำลังตั้งกล้องถ่ายอยู่ เดินเวลาไปได้ประมาณ 2 นาที
มีเสียงผู้ชายพร้อมสำเนียงแปลกๆ ในภาษาไทย ดังเล็ดลอดแทรกเสียงคลื่นเข้ามาทำให้ตกใจ
ฉันมองเห็น แลร์รี่  ผมสั้นประบ่าสีน้ำตาลเข้ม สวมเสื้อกล้ามสีขาว กางเกงขาสั้นสีเทากับรองเท้าช้างดาว
ยืนโบกมือที่มีนิ้วเรียวยาวอยู่ข้างหลัง เราไม่เคยรู้จักกัน

แลร์รี่ เป็นคนออสเตรียที่มาอยู่ที่นี่คนเดียวประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากเรียนจบด้านวรรณกรรมมาได้ 3 ปี
ก็ตัดสินใจออกเดินทางหาแรงบันดาลใจเพื่อที่จะทำอะไรสักอย่าง ฉันไม่ค่อยมั่นใจในคำตอบ
เพราะไม่ได้ถามออกไปว่าทำไมถึงมั่นใจว่าโบกมือทักทายแล้วฉันจะตอบรับรอยยิ้มของคนแปลกหน้า
เช้าวันถัดมา ฉันแนะนำให้แลร์รี่รู้จักไบรอัน ลูกพี่ลูกน้องครึ่งไทยมะกันของฉัน
และเราสามคนก็มุ่งหน้าไปเกาะนางยวน

โธมี่กับเคท เป็นเพื่อนใหม่ของฉันในปิดเทอมนี้เช่นกัน อันที่จริงเราพักอยู่บังกะโลหลังติดกัน
ยายคนนึงของฉันเคยไปบ้านเขาสองคนที่สวิสมาแล้ว ทำให้พอจะได้ยินยายขานชื่อให้ฟังอยู่บ้าง
ทุกปีเธอๆจะมาเช่าบังกะโลของยายอยู่เป็นเดือนๆ ถึงวัยจะต่างกันพอสมควร
แต่ก็เข้ากันได้ดี เราคุยเหมือนผ่านวันและเวลาด้วยกันมานาน
สองคนเป็นคู่รักที่ดูลงตัว โธมี่บอกว่า เขาไม่ชอบผู้หญิงที่วันๆ พูดแต่ค่ yes and no
คู่ชีวิตคือคนที่เขาสามารถที่จะคุยหรือแลกเปลี่ยนความคิดด้วยกันได้ทุกเรื่อง
และเคทก็เป็นแบบนั้น ทำให้มีวันนี้และวันต่อๆ ไป

นึกขอบคุณที่เปลสีน้ำเงินซึ่งฉันชอบนอนเล่นประจำ มันถูกขโมยไปทั้งเชือกที่ใช้แขวน
ถ้าบ่ายนั้นฉันออกมาแล้วพบว่าเปลยังอยู่ที่เดิม เรา 3 คน อาจไม่ได้รู้จักกัน

 

 

The most important thing is not always the goal.
But it is the thing i found along the way.
Every time I check out my home,
I’ll count the journey as one as a page of a treasure book.

My life is such as a never ending story.
I don’t want S.E.A. Write or any awards because I have my own trust.
So it can give me the best prizes in my whole life

: )

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Advertisements

One comment

  1. ดีจัง ชอบความบังเอิญที่จู่ๆ ก็ได้พบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้า
    เหมือนจะยังทำให้เชื่อว่า ต่อให้โลกจะเสื่อมโทรมลงแค่ไหน แต่เรายังเชื่อมั่นใน ‘มนุษย์’ ได้อยู่


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s